เรื่องที่น่าอัศจรรย์ หลวงปู่แหวน




                       มีเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งก็คือ  เมื่อครั้งที่เผาศพหลวงปู่นั้น  อัฐิของท่านได้แปรสภาพเป็น

พระธาตุ  มีความสดใสแวววาวดั่งแก้วเจียระไน  และบรรดาสานุศิษย์ที่ได้ครอบครองพระธาตุของหลวงปู่นั้น  ก็ได้รับสิริมงคล  ทำมาค้าคล่อง   นอกจากนี้พระธาตุของหลวงปู่ ยังได้ดลบันดาลให้เกิดปาฏิหาริย์ ช่วยเหลือผู้ที่ครอบครองหลายครั้งหลายหนด้วยกัน

                คุณเกรียงเดช  พูลเฉลิม  ก็เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งสนใจในการปฏิบัติสมาธิมาก  ท่านปฏิบัติจนได้ทิพยจักษุญาณ  ทิพโสตญาณ และ มโนมยิทธิ  สามารถส่งกระแสจิตสัมผัสกับเหล่า เทพ พรหม หรือ แม้แต่วิญญาณต่าง ๆ ได้ ท่านมีความสนใจในเรื่องของพระธาตุของหลวงปู่แหวนมาก  ท่านจึงได้พยายามเสาะแสวงหามาเพื่อนำมาสักการะบูชา  เพื่อความเป็นสิริมงคลสืบไป  และท่านก็ได้มาอย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก  คุณเกรียงเดชได้เปิดเผยถึงการได้มาของพระธาตุหลวงปู่แหวน ดังนี้

                ผมได้อ่านประกาศจัดรายการนำไปงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน  ที่วัดดอยแม่ปั๋ง  แล้วสนใจจะโทรศัพท์ไปจองตั๋ว  ก็พอดีหัวหน้าหน่วยงานที่ผมทำอยู่   มีคำสั่งให้ผมออกไปปฏิบัติงานที่จังหวัดนครสวรรค์เป็นเวลา  ๒๕  วัน  ซึ่งอยู่ในระหว่างงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่พอดี  จึงทำให้หมดโอกาส

                พอถึงวันงานพระราชทานเพลิงศพ  ผมก็ได้ดูการถ่ายทอดทีวีที่นครสวรรค์  ยังได้เห็นทั้งพระ และประชาชนเป็นอันมากมากันเนืองแน่นไปหมด  ทำให้ผมยิ่งเคารพ และศรัทธาในองค์หลวงปู่เป็นยิ่งนัก  ดูไปก็คิดไปว่า  ถ้าเราได้ไปในงานพระราชทานเพลิงของหลวงปู่ในวันนี้  เมื่อเสร็จงาน หรือ ทางคณะกรรมวัดได้เก็บอัฐิของหลวงปู่เสร็จแล้ว  หลวงปู่ท่านก็คงจะเหลืออัฐิไว้ให้เราบ้าง (โดยการพลางตา)

                คือ ผมคิดว่า ถ้าผมได้ไปในงาพระราชทานเพลิงนี้  คงจะได้อัฐิธาตุของหลวงปู่มาสักการะบูชาบ้างแน่นอน  พองานที่นครสวรรค์แล้วเสร็จ  ผมก็กลับกรุงเทพ ฯ  เช้าวันรุ่งขึ้นก็ไปซื้อหนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง มาอ่าน  และพบประกาศของคณะธรรมยาตรานิมิต  จัดนำเที่ยวไปนมัสการพระธาตุและหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่แหวน  ผมเลยรีบจองตั๋วทันที

                รถออกจากหน้ากรมไปรษณีย์กลางบางรัก  เมื่อวันที่  ๒๗  กุมภาพันธ์  ๒๕๓๐  เวลา ๑๘.๐๐ น.  ถึงวัดดอยแม่ปั๋งประมาณ  ๐๗.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น  พอรถหยุดที่หน้าวัดดอยแม่ปั๋ง  ผมรีบลงจากรถทันที  โฆษกประจำรถประกาศว่า  ให้เวลา ๑ ชั่วโมง  พร้อมทั้งรับประทานอาหารเช้า เสร็จแล้วจะได้ไปเที่ยวที่อื่นต่อไป

                ผมเดินขึ้นดอยไป ครุ่นคิดไปว่า  สงสัยเวลา ๑ ชั่วโมง จะไม่ทัน  เพราะระยะทางจากเชิงดอย มีป้ายบอกระยะทาง ๕๐๐ เมตร จุดประสงค์ของผมก็คือ จะไปให้ถึงบริเวณเมรุ  เลยต้องเปลี่ยนความตั้งใจใหม่หมด  ตกลงไปแค่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง และที่บรรจุอัฐิของหลวงปู่

                พอมาถึงหน้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์  มองดูที่ป้ายบอกระยะทาง “เมรุ ๕๐๐ เมตร” และผมเห็นว่า ไม่มีใครไปเลย   ผมเลยตัดสินใจไม่ไป   ผมถอดรองเท้าที่หน้าประตู   แล้วเข้าไปนั่งยกมือไหว้เจดีย์บรรจุอัฐิ   เสร็จแล้วมาไหว้หุ่นขี้ผึ้ง และบอกหลวงปู่ว่า

                “ถ้าผมมีบุญบารมีที่จะได้พระธาตุของหลวงปู่ไปสักการะบูชา   ก็ขอให้ได้ด้วยเถิด   จะด้วยวิธีใดก็ตาม   การมาของผมครั้งนี้ก็เพื่อต้องการพระธาตุไปสักการะบูชา”

                สิ้นคำอธิษฐาน  ผมเห็นหลวงปู่ (หุ่นขี้ผึ้ง) ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่   ท่านบอกว่า  ดีใจที่ผมมาตามที่ได้ให้สัญญากับท่านไว้  ของที่ผมอยากได้นั้น ท่านเตรียมไว้ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                ท่านรู้ก็เพราะว่า  ตอนที่ผมนั่งดูทีวี ถ่ายทอดงานพระราชทานเพลิงของหลวงปู่นั้น  ผมได้ส่งกระแสจิตถึงหลวงปู่ว่า “งานพระราชทานเพลิงของหลวงปู่นี้ ผมไม่ได้มาเสียแล้ว แต่ผมอาจจะได้มาหลังงานพระราชทานเพลิงแล้ว ขอให้หลวงปู่ช่วยเก็บรักษาอัฐิธาตุไว้ให้ด้วยก็แล้วกัน” และผมก็เห็นหลวงปู่ท่านรับปาก

                จากสภาพนั่งของหุ่นขี้ผึ้ง  ผมเห็นท่านลุกขึ้นเดินแบบคนแก่  ไปหยิบไม้เท้าประจำตัวของท่าน  เดินมาหยุดตรงที่ผมนั่ง  แล้วบอกให้ผมเดินตามท่านไป  ผมก็ลุกขึ้นเดินตามท่านออกไป

                ท่านก็มาหยุดตรงหน้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง  แล้วชี้ให้ผมดูระยะทางจากที่ผมกับท่านยืนอยู่ ไปถึงเมรุ ประมาณ ๕๐๐ เมตร

                ท่านบอกว่า  กว่าผมจะเดินไปถึงเมรุ  แล้วกลับมาถึงที่ผมกำลังยืนอยู่นี้  ก็เสียเวลาหลายสิบนาที  ท่านบอกอีกว่า  ท่านรู้และทราบล่วงหน้าว่า  ถึงอย่างไร ผมก็ต้องมาแน่  เพราะถ้าไปที่บริเวณเมรุตอนนี้  ก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว  คนที่มาในงาน เอาไปหมดแล้ว

                แล้วท่านก็ออกเดินนหน้าผมไป  พร้อมกับชี้ให้ผมดูบริเวณโดยรอบวัด  ซึ่งยังทอดทิ้งให้เห็นสภาพความยิ่งใหญ่ของงานพระราชทานเพลิงศพที่ผ่านมา  ซึ่งมีทั้งเตาไฟของมูลนิธิต่าง ๆ ซากของเพิงพัก และป้ายชื่ออาหาร

                ผมกับหลวงปู่เดินกันมาเรื่อย ๆ  ในระหว่างที่เดินมา ก็คุยกันไป หัวเราะและสนทนากันไป เป็นที่ถูกอัธยาศัยซึ่งกันและกันยิ่งนัก  จนมาถึงบริเวณเชิงเขา  ที่ตรงนี้ถ้าใครเคยไปวัดดอยแม่ปั๋ง  จะเห็นรูปปั้นของหลวงปู่ในท่ายืนถือไม้เท้า  ด้านหลังรูปปั้นของท่าน  จะเป็นศาลาใหญ่ มีพระพุทธรูปหน้าตักกว้างประมาณ ๒ ศอกเศษอยู่องค์หนึ่ง

                ผมได้ไปไหว้รูปปั้นหลวงปู่พร้อมทั้งปิดทอง (ตอนขึ้นมาไม่ได้ไหว้ เพราะตั้งใจจะไปให้ถึงบริเวณเมรุ) เสร็จแล้วหลวงปู่ท่านก็พามาที่พระพุทธรูปองค์นั้น  แล้วท่านก็ชี้นิ้วมือไปที่ใต้ฐานพระพุทธรูป  ผมก็มองตามนิ้วมือของท่านไป  แล้วก็ได้เห็นสิ่งที่หลวงปู่ท่านบอกว่า

                “ท่านเก็บเอาไว้ให้ อยู่ที่ใต้ฐานพระพุทธรูปองค์นี้เอง”

                ผมเห็นหลอดพลาสติกสีขาวใส  โตขนาดนิ้วชี้  ยาวประมาณ ๓ นิ้ว  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เช็นติเมตร มีฝาปิดเรียบร้อย ผมเลยเอาก้านธูปเขี่ยออกมาดู  ความในของหลอดพลาสติก ทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน  มีลักษณะคล้ายเถ้าถ่านอะไรอย่างหนึ่ง ผมก็เลยค่อย ๆ แกะฝาที่ปิดออกดู

                พอเปิดออก สิ่งที่เห็นก่อน ก็คือ กระดาษเงิน กระดาษทอง ตัดเป็นรูปวงกลมเล็ก ๆ ภายในหลอดบรรจุด้วยเถ้าถ่านที่เผาไหม้เป็นผงแล้ว และเศษไม้ไหม้ไฟ จนเป็นถ่านก้อนเล็ก ๆ อีกหลายชิ้น  เมื่อคิดตามรูปการณ์แล้ว  แน่นอน คงเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ประดับเมรุ  ผมรู้สึกปลื้มปีติจนบอกไม่ถูก  อยากจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ  ที่ได้มาที่วัดดอยแม่ปั๋งครั้งนี้  ไม่เสียเที่ยว และเป็นไปดังความคาดหมาย  ซึ่งเรื่องนี้ผมได้เห็น คือ รู้เรื่องราวว่า จะต้องได้พระธาตุแน่นอน

                ผมเลยพนมมือขึ้นสาธุ  บอกขอบคุณหลวงปู่ และเทพที่สถิตอยู่ในพระพุทธรูปองค์นั้น (ที่ผมพบหลอดนี้)  ที่อุตส่าห์รักษาของนี้ไว้ให้เป็นเวลา ๑ เดือนเศษ  แล้วผมก็ทำพิธีเบิกพระเนตร พร้อมทั้งปิดทองพระพุทธรูปองค์นั้นด้วย

                เพื่อความแน่ใจผมเลยนำหลอดที่พบนี้ไปให้พวกร้านขายรูปภาพหลวงปู่แหวน  ซึ่งมีอยู่หลายร้านบริเวณทางขึ้นดอย  ผมถามเขาว่า ในบริเวณเมรุของหลวงปู่แหวนนั้น  มีกระดาษเงิน กระดาษทอง ตัดเป็นรูปวงกลม เล็ก ๆ ประดับอยู่หรือไม่  พอเจ้าของร้านบอกว่ามี ผมก็หยิบหลอดที่ผมได้มานั้นให้ดู เปิดฝาจุกให้เขาดู  ตอนนี้รู้สึกว่า มีกลิ่นหอมคล้ายดอกมะลิสด  กลิ่นแรงมาก คล้ายกับมีดอกมะลิมาวางไว้ใกล้ ๆ ผมเป็นเข่ง ๆ เจ้าของร้านเขาก็ได้กลิ่น

                เจ้าของร้านได้ยกมือขึ้นพนมไหว้ระลึกถึงหลวงปู่แหวน  แล้วผมก็ได้เล่าให้เขาฟังว่า ได้จากที่ตรงไหน  เสร็จแล้วผมก็เดินมาที่ร้านอาหาร  ขณะกำลังสั่งอาหาร  ก็เห็นผู้หญิงเจ้าของร้านรูปภาพ คนที่ผมเข้าไปถามเรื่องกระดาษเงิน กระดาษทอง เดินขึ้นไปที่พระพุทธรูปองค์ที่ผมพบของนี้  ผมเห็นเขายืนก้ม ๆ เงย ๆ เหมือนกำลังมองหาอะไรอยู่นาน  เมื่อไม่พบอะไร เขาก็เดินลงมา

                เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ก็อำลาดอยแม่ปั๋ง

 หลังจากนั้น  คณะทั้งหมดได้ไปเที่ยวดอยตุง  ดอยตุงนี้ รถบัสขึ้นไม่ได้  เพราะเป็นยอดเขาสูงคดเคี้ยวมาก  ต้องเปลี่ยนมาขึ้นรถสองแถว  คันที่ผมไป  ผมนั่งอยู่ตอนหน้าพร้อมพระอีกรูปหนึ่ง  ขากลับลงมาจากเขา ผมก็ยังนั่งข้างหน้ากับพระรูปนั้นอยู่  พอมาถึงระหว่างทาง พระท่านได้หยิบเหรียญหลวงปู่แหวนสีทองออกมาจากย่าม  แล้วบอกผมให้ช่วยอ่านรายละเอียดบนเหรียญ เช่น พ.ศ.อะไร เป็นของวัดไหนสร้าง

ผมก็ไม่ทันได้อ่าน  แต่ดูเหรียญของท่านแล้ว เหมือนบูชามาจากบนดอยแม่ปั๋ง  ผมเลยหยิบหลอดที่บรรจุอัฐิธาตุที่ผมได้มานั้นให้ท่านดู  แล้วเล่าให้ท่านฟังโดยตลอด พระท่านก็ขอดู

ตอนนั้นไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด  มองดูในหลอดเห็นเหมือนผงถ่านนั้น  กำลังกลายเป็นพระธาตุ ส่งประกายระยิบระยับไปหมด  พระท่านก็บอกว่า  เถ้าถ่านนี้กำลังกลายเป็นพระธาตุ

เมื่อกลับจากทัวร์บุญวันนั้นและถึงบ้านแล้ว  ผมได้นำสิ่งอันควรสักการะ  ซึ่งได้รับมอบมาจากหลวงปู่แหวนอย่างปาฏิหาริย์  ดังที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น ขึ้นสู่หิ้งบูชา และสักการะทุกค่ำเช้า

รูปหล่อหลวงปู่แหวน ประวัติหลวงปู่แหวน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น